ปราสาทเขาพระวิหาร

posted on 19 Jun 2008 12:03 by maipk1986  in Thailand

     ได้ฤกษ์อัพบลอคซะที หลังจากที่ดองมาซักพัก (ขยันเป็นพักๆ) ไหนๆก็ไหนๆละเห็นเป็นข่าวอยู่หลายวัน เลยเอาประวัติของปราสาทเขาพระวิหารที่เนื้อหอมมากจนตกลงกันไม่ได้ซะทีว่าของใคร (จริงๆปัญหามันอยู่ตรงที่ดินรอบๆนั่นแหละ แบ่งไม่ลงตัวซะที) งั้นอย่ารอช้า เราไปดูประวัติของสถานที่ที่(เกือบจะ)เป็นมรดกโลกกันเลยดีกว่าค่ะ

     ปราสาทเขาพระวิหาร เป็นปราสาทหิน อยู่บริเวณเทือกเขาพนมดงรัก ในจังหวัดพระวิหาร ของกัมพูชา ติดชายแดนไทย ที่อำเภอกันทรลักษ์ จังหวัดศรีสะเกษ อยู่ใกล้อุทยานแห่งชาติเขาพระวิหาร นับเป็นปราสาทขอมที่สำคัญแห่งหนึ่ง ทั้งในแง่ประวัติศาสตร์การก่อสร้างเทวสถานของฮินดู ประวัติศาสตร์การเรียกร้องเขาพระวิหาร และยังเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่สำคัญทั้งของไทยและกัมพูชาด้วย

     

แบบแปลนของปราสาทเขาพระวิหาร
แบบแปลนของปราสาทเขาพระวิหาร


เทวาลัยหรือปราสาทหินแห่งแรกในบริเวณนี้ สร้างขึ้นเมื่อต้นคริสต์ศตวรรษที่ 9 ทั้งหมดสร้างขึ้นเพื่อถวายแด่พระศิวะ อย่างไรก็ตาม ซากปรักหักพังของเทวาลัยที่เหลืออยู่ มีอายุตั้งแต่สมัยเกาะแกร์ ในต้นคริสต์ศตวรรษที่ 10 ครั้นเมื่อนครหลวงของอาณาจักรขอมอยู่ใกล้ เมื่ออยู่ที่นครวัด นอกจากนี้ยังมีองค์ประกอบบางประการในรูปแบบศิลปะของปราสาทบันทายศรี แต่โครงสร้างส่วนใหญ่ของปราสาทแห่งนี้สร้างขึ้นในสมัยพระเจ้าสุริยวรมันที่ 1 และ สุริยวรมันที่ 2 ในครึ่งแรกของศตวรรษที่ 11 และศตวรรษที่ 12 ตามลำดับ

แผนที่ A มาตราส่วน 1:10,000 เป็นแผนที่ที่เป็นทางการของไทย แสดงแนวเส้นเขตแดนฝรั่งเศส-สยามปี 1907 (Line 1) ซึ่งไทยได้โต้แย้งต่อศาลโลกมาตั้งแต่ปี 2505 กับแนวเส้นเขตแดน (Line 2) ที่ไทยใช้หลักสากลยึดถือแนวสันปันน้ำเป็นหลักในการแบ่งเส้นเขตแดนและได้อ้างสิทธิอันชอบธรรมเหนืออาณาบริเวณพื้นที่สีเขียว การยกผืนดินที่ตั้งปราสาทพระวิหารให้แก่กัมพูชากำลังจะสร้างความยุ่งยากให้แก่การกล่าวอ้างอธิปไตยของไทย
แผนที่ A มาตราส่วน 1:10,000 เป็นแผนที่ที่เป็นทางการของไทย แสดงแนวเส้นเขตแดนฝรั่งเศส-สยามปี 1907 (Line 1) ซึ่งไทยได้โต้แย้งต่อศาลโลกมาตั้งแต่ปี 2505 กับแนวเส้นเขตแดน (Line 2) ที่ไทยใช้หลักสากลยึดถือแนวสันปันน้ำเป็นหลักในการแบ่งเส้นเขตแดนและได้อ้างสิทธิอันชอบธรรมเหนืออาณาบริเวณพื้นที่สีเขียว การยกผืนดินที่ตั้งปราสาทพระวิหารให้แก่กัมพูชากำลังจะสร้างความยุ่งยากให้แก่การกล่าวอ้างอธิปไตยของไทย


     ด้วยตำแหน่งที่ตั้งอยู่ในบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา ทำให้เกิดกรณีพิพาทโต้แย้งขึ้นว่าใครจะเป็นผู้ครอบครองและดูแลปราสาทหินแห่งนี้ กระทั่งวันที่ 15 มิถุนายน พ.ศ. 2505 ศาลยุติธรรมระหว่างประเทศก็ตัดสินให้ปราสาทเขาพระวิหารเป็นของกัมพูชา แต่หลังจากนั้นไม่นาน กัมพูชาเกิดสงครามกลางเมืองขึ้นภายในประเทศ ปราสาทหินแห่งนี้เปิดให้สาธารณชนเข้าชมเป็นช่วงสั้นๆ ในปี พ.ศ. 2535 แต่ปีต่อมาก็ถูกเขมรแดงเข้าครอบครอง จากนั้นก็เปิดอีกครั้งจากฝั่งประเทศไทย เมื่อปลายปี พ.ศ. 2541 และเมื่อ พ.ศ. 2546 กัมพูชาก็ได้ตัดถนนเข้าไปจนสำเร็จสมบูรณ์หลังจากรอคอยเป็นเวลาช้านาน แต่ก็มีการห้ามเข้าอยู่เป็นระยะโดยมิได้กำหนดล่วงหน้า

     ในเวลาต่อมากัมพูชาเสนอให้ขึ้นทะเบียนปราสาทเขาพระวิหารให้เป็นมรดกโลกต่อองค์การยูเนสโก ในการประชุมคณะกรรมการมรดกโลก สมัยที่ 31 ณ เมืองไครสเชิร์ช นิวซีแลนด์ เมื่อ พ.ศ. 2550 แต่ไทยกับกัมพูชามีความเห็นที่ไม่ตรงกัน ซึ่งฝ่ายไทยกล่าวว่าควรแก้ปัญหาเรื่องพื้นที่เขตแดนทับซ้อนรอบปราสาทก่อนแล้วจึงค่อยเสนอจนกระทั่งใกล้ถึงการประชุมสมัยที่ 32 ที่แคนาดา ในปีถัดมา ก็ยังไม่ได้ข้อตกลงร่วมกัน  และถ้าหากเขาพระวิหารได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกโดยอ้างอิงจากแผนที่ที่ฝรั่งเศสทำ จะทำให้ไทยต้องเสียดินแดนถอยร่นเข้ามาประมาณ 7.2 ตารางกิโลเมตร

     ปราสาทเขาพระวิหารมีความยาว 800 เมตร ตามแนวเหนือใต้ และส่วนใหญ่เป็นทางเข้ายาว และบันไดสูงถึงยอดเขา จนถึงส่วนปราสาทประธาน ซึ่งอยู่ที่ยอดเขาทางใต้สุดของปราสาท (สูง 120 เมตรจากปลายตอนเหนือสุดของปราสาท และ 525 จากพื้นราบของกัมพูชา) แต่โครงสร้างปราสาทแห่งนี้ก็ยังแตกต่างอย่างมากจาก สถาปัตยกรรมปราสาทหินของหินโดยทั่วไปที่พบในพระนคร เพื่อจำลองเขาพระสุเมรุ อันเป็นที่ประทับของเทพเจ้า ตามคติความเชื่อของฮินดู

     ทางเข้าสู่ปราสาทประธานนั้น มีโคปะรุ (โคปุระ หมายถึง ประตูนะคะ)คั่นอยู่ 5 ชั้น (ปกติจะนับจากชั้นในนออกมา ดังนั้นโคปุระชั้นที่ 5 จึงเป็นส่วนที่ผู้เข้าชมจะพบเป็นส่วนแรก) โคปุระแต่ละชั้นก่อนถึงลานด้านหน้า จะผ่านบันไดหลายขั้น โคปุระแต่ละชั้นจึงเปลี่ยนระดับความสูงทีละช่วง นอกจากนี้โคปะรุยังบังมิให้ผู้ชมเห็นส่วนถัดไปของปราสาท จนกว่าจะผ่านทะลุแต่ละช่วงไปแล้ว ทำให้ไม่สามารถแลเห็นโครงสร้างปราสาททั้งหมดจากมุมใดมุมหนึ่งได้

ทับหลังสลักภาพพระกฤษณะกำลังรบกับอรชุน ที่โคปุราแห่งที่ 3
ทับหลังสลักภาพพระกฤษณะกำลังรบกับอรชุน ที่โคปุราแห่งที่ 3


     โคปุระชั้นที่ 5 เป็นศิลปะแบบเกาะแกร์ ยังมีร่องรอยสีแดงที่เคยประดับตกแต่งตัวปราสาทเอาไว้ แต่ส่วนหลังคากระเบื้องนั้นหายไปหมดแล้ว สำหรับโคปุระชั้นที่ 4 เป็นศิลปะสมัยหลัง คือ แคลง/บาปวน และมีหน้าบันด้านนอกทางทิศใต้ ถือเป็นหนึ่งในผลงานชิ้นเอกอุของปราสาทเขาพระวิหารเป็นภาพสลักการกวนเกษียรสมุทร (ที่มียักษ์กะเทวดามากวนมหาสมุทรให้เป็นน้ำนมนั่นแหละค่ะ) สำหรับโคปุระชั้นที่ 3 นั้นมีขนาดใหญ่สุด และขนาบด้วยห้องสองห้อง ตัวปราสาทประธานนั้นสามารถผ่านเข้าไปทางลานด้านหน้า ส่วนด้านนอกเป็นบรรณาลัย (ห้องสมุด) สองหลัง

Credit : www.th.wikipedia.org

 

 

 

สนใจแต่ที่เที่ยวต่างประเทศ เมืองไทยเราก็มีสถานที่ท่องเที่ยวมากมายที่สวยไม่แพ้ที่ใดในโลก (อาจจะสวยกว่าด้วยซ้ำ) (ไม่ค่อยลำเอียงเท่าไหร่ อิอิ) วันนี้เลยขอนำเสนอ อุทยานแห่งชาติอ่าวพังงา จ.พังงา (บ้านใครบางคนแต่ไม่บอกหรอก หุหุ) แต่เนื่องจากข้อมูลของการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยเค้าลงรายละเอียดไว้ครบเลย ไม่ต้องหาข้อมูลเพิ่ม เลยขอตัดเอาบางส่วนมาลงให้ได้อ่านกัน (พูดง่ายๆก็ก๊อปนั่นแหละ อิอิ) แต่จะอะไรก็ช่างเถอะ อย่าเสียเวลาเลย มาซึมซับรายละเอียดของสถานที่แห่งนี้กันดีกว่าค่ะ

 

 

อุทยานแห่งชาติอ่าวพังงา  มีพื้นที่ประมาณ  ๒๕๐,๐๐๐ ไร่ ครอบคลุมอำเภอเมืองพังงา อำเภอตะกั่วทุ่ง และอำเภอเกาะยาว  อุทยานฯ แห่งนี้เป็นอุทยานแห่งชาติประเภทชายฝั่งทะเลแห่งที่สองของประเทศ พื้นที่ส่วนใหญ่เป็นทะเล และเกาะน้อยใหญ่ มีเขาหินปูนลักษณะต่าง ๆ ที่มีความงามแตกต่างกันไปตามลักษณะของหิน สมบูรณ์ด้วยป่าชายเลน  และยังเป็นแหล่งขยายพันธุ์สัตว์น้ำอีกด้วย ประกาศเป็นเขตอุทยานแห่งชาติ เมื่อวันที่ ๒๙ เมษายน พ.. ๒๕๒๔  ช่วงที่เหมาะจะมาท่องเที่ยวคือ เดือนธันวาคมถึงเดือนเมษายน ส่วนเดือนพฤษภาคมถึงตุลาคมเป็นช่วงที่ฝนตกชุก คลื่นลมแรง

 

 

 

สถานที่น่าสนใจภายในเขตอุทยานฯ ได้แก่

     เกาะปันหยี  เป็นเกาะเล็ก ๆ มีที่ราบประมาณ ๑ไร่ มีบ้านเรือน ๒๐๐ หลังคาเรือน ประชาชนส่วนใหญ่นับถือศาสนาอิสลาม มีอาีพประมง ขายของที่ระลึก และขายอาหารให้แก่นักท่องเที่ยว มีโรงเรียน  และสถานีอนามัยอยู่บนเกาะ

     เกาะพนัก  เป็นเกาะที่สวยงาม มีถ้ำหินงอก หินย้อย และมีแอ่งน้ำตกขนาดเล็กเป็นชั้น ๆ ลดหลั่นกันอยู่ในถ้ำด้วย

     เขาพิงกัน  เป็นเกาะที่อยู่บนหาด เหตุที่ชื่อนี้เพราะภูเขาหินแตกออกจากกัน หินที่เล็กกว่าเลื่อนลงมา ฐานจมลงไปในดินแยกห่างจากกัน ส่วนด้านบนยังคงพิงกันอยู่ ด้านหลังของเขาพิงกันมีทิวทัศน์ที่สวยงาม มองออกไปในทะเลจะเห็น เขาตะปู  หรือเรียกอีกชื่อหนึ่งว่า  เกาะเจมส์บอนด์  มีลักษณะเหมือนตะปู อยู่กลางน้ำ อุทยานฯ เก็บค่าขึ้นเขาพิงกัน  ชาวไทย  ผู้ใหญ่ ๔๐ บาท เด็ก ๒๐ บาท ชาวต่างชาติ  ผู้ใหญ่ ๔๐๐ บาท เด็ก ๒๐๐ บาท

     เขาหมาจู  อยู่ระหว่างทางผ่านที่จะไปยังเกาะปันหยี เขาหมาจู เป็นภูเขาหินมีลักษณะคล้ายรูปสุนัขแบ่งเป็นส่วนหัว ลำตัวและหางเป็นพู่

     เขาเขียน หรือ ภาพเขียนสี  เป็นทางผ่านที่จะไปยังเกาะปันหยี บริเวณหน้าผาจะมีรูปเขียนเป็นภาพสัตว์ชนิดต่าง ๆ สันนิษฐานว่าเป็นภาพวาดโดยนักเดินเรือสมัยโบราณที่แวะมาจอดพักหลบมรสุม ซึ่งกรมศิลปากรได้ทำการ ศึกษาว่ามีอายุไม่ต่ำกว่า ๓,๐๐๐ ปี

     ถ้ำลอด  เป็นภูเขาลักษณะเกาะทะลุ ปากถ้ำกว้างประมาณ ๕๐ เมตร สูง ๔๐ เมตร เรือขนาดเล็กสามารถแล่นผ่านทะลุไปอีกด้านของถ้ำได้ น็นบนเพดานถ้ำมีหินย้อยดูแปลกตา

     เกาะห้อง เป็นภูเขาเล็กใหญ่สลับซับซ้อน เมื่อแล่นเรือเข้าไประหว่างเกาะ มองโดยรอบเหมือนอยู่ในห้องโถงใหญ่ที่มีประตู ๒ บาน และเป็นแหล่งปะการังที่สวยงาม

 

 

     ส่วนการเดินทางก็ต้องเช่าเรือไปนะคะ โดยท่าเรืออยู่ห่างจากตัวเมืองพังงาแค่ 8 กิโลเมตรเท่านั้น เรื่องราคานั้นก็ขึ้นอยู่กับจำนวนผู้โดยสารค่ะ สามารถ Search หาข้อมูลเพิ่มเติมได้จากเว็บไซต์ของการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยค่ะ

 

Credit : ข้อมูลอช.อ่าวพังงา www.tat.or.th (ททท.)

            ภาพถ่ายสวยๆโดยฝีมือคุณ eumhing@pixpros.net

 

 

Venice

posted on 30 Apr 2008 19:38 by maipk1986  in Italy

     ต่อด้วยเวนิสค่ะ เมื่องที่เราชอบมากๆ อินมาจากการ์ตูนเรื่อง Aria เป็นเมื่องที่สวยนะ เราว่าถ้าได้เป็นคนพายกอนโดล่าเองที่ท่าทางน่าจะสนุก แต่เคยเห็นว่ามีข่าวว่าเวนิสอาจจะต้องจมลงใต้น้ำ สาเหตุจากการขุดเจาะใต้ดินของพวกอุตสาหกรรม ก็ไม่รู้จะจริงหรือเปล่า แต่ยังไงก็อยากไปซักครั้ง สำหรับเวนิสคงไม่ต้องมีอะไรมาสาธยายมาก ใครๆก็คงรู้จักกันดีอยู่แล้ว ก็เอารายละเอียดคร่าวๆละกัน นอกนั้นจะลงเป็นรูปดีกว่า

    " เวนิส เป็นเมืองหลวงของแคว้นเวเนโต ได้รับฉายาว่า ราชินีแห่งทะเลอาเดรียตริก (Queen of the Adriatic), เมืองแห่งสายน้ำ (City of Water), เมืองแห่งสะพาน (City of Bridges), และ เมืองแห่งแสงสว่าง (The City of Light)

     เมืองเวนิสถูกสร้างขึ้นจากการเชื่อมเกาะเล็กๆ จำนวนมากเข้าด้วยกันในบริเวณทะเลสาบเวนิเทีย ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของทะเลอาเดรียตริก ในภาคเหนือของประเทศอิตาลี ทะเลสาบน้ำเค็มนี้ตั้งอยู่บริเวณชายฝั่งระหว่างปากแม่น้ำโปกับแม่น้ำพลาวิ มีผู้อยู่อาศัยโดยประมาณ 272,000 คน ซึ่งนับรวมหมดทั้งเวนิส โดยมี 62,000 คนในบริเวณเมืองเก่า 176,000 คนในเทอร์ราเฟอร์มา (Terraferma) และ 31,000 คนในเกาะอื่นๆ ในทะเลสาบ "

 
   

   
 
    

 

ลงพอเป็นตัวอย่าง ถ้าใครอยากได้รูปเยอะๆไปที่เว็บนี้เลยค่ะ    http://www.visualtravelguide.net/medium/Italy-Venice.html รูปเยอะจริงๆ

 

Credit : http://th.wikipedia.org

            http://www.visualtravelguide.net